คนไทยมีเฮ กระทรวงการคลังประกาศลดภาษีรถไฮบริดและรถพลังไฟฟ้า

รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Vehicle) รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ในไทยนับจากนี้จะมีราคาจำหน่ายที่ถูกลงหลังจากที่กระทรวงการคลังได้ประกาศปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด แต่จะมากจนทำให้รถกลุ่มนี้ (ซึ่งมักมีราคาสูง) มีความน่าสนใจมากขึ้นได้แค่ไหน ?

 

 

ฟังดูก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นสำหรับอนาคตของรถยนต์ไฮบริดหรือรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (Hybrid Vehicle) กับรถพลังงานไฟฟ้าล้วน (Electric Vehicle) ในไทย เมื่อกระทรวงการคลังได้ออกประกาศลดอัตราภาษีสรรพสามิต ฉบับที่ 138 วันที่ 20 มิถุนายน 2560 ซึ่งดูเหมือนว่าการปรับลดครั้งนี้จะเพิ่มความชัดเจนขึ้น “สำหรับรถยนต์ประเภท PPV และรถกระบะแบบ 4 ประตู” ที่ไม่เคยมีกำหนดไว้ คล้ายกับเป็นการสนับสนุนให้ผู้ผลิตหันมาใช้ขุมพลังไฮบริดกับรถประเภทนี้มากขึ้น รวมไปถึง “รถไฟฟ้าล้วน (EV)” ก็มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงจากเดิมจาก 10 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

 

1.รถยนต์ประเภท PPV แบบไฮบริด ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซี.ซี. และปล่อย CO2 ไม่เกิน 175 กรัม/กิโลเมตร ได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือ 23 เปอร์เซ็นต์ (เดิมเก็บที่ 25-30 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับอัตราการปล่อย CO2) ทั้งนี้รถประเภทดังกล่าวต้องมีคุณลักษณะ มาตรฐานความปลอดภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

 

 

2.รถกระบะประเภท 4 ประตู ดับเบิลแค็บแบบไฮบริด ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซี.ซี. และปล่อย CO2 ไม่เกิน 175 กรัม/กิโลเมตร ได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ (เดิมเก็บที่ 12-15 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับอัตราการปล่อย CO2) ทั้งนี้รถประเภทดังกล่าวต้องมีคุณลักษณะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกําหนด

 

 

3.รถยนต์นั่งแบบไฮบริด ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซี.ซี ได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงครึ่งหนึ่ง (เหลือ 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์) จากอัตราภาษีเดิม (10-20 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับปริมาณการปล่อย CO2) ที่ได้รับการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตอยู่แล้ว

 

 

4.รถยนต์นั่งแบบพลังงานไฟฟ้าล้วน (Electric Vehicle) ลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือ 2 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 10 เปอร์เซ็นต์ สำหรับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารมีที่นั่งไม่เกิน 10 คน

 

 

5. ทั้งนี้ผู้ผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์ที่จะได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตตามข้อ 3 และข้อ 4 นอกจากจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 109) ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556 แล้ว จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเพิ่มเติม ดังนี้

 

5.1 ต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

 

5.2. ต้องยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ขอรับการลดอัตราภาษีสรรพสามิต และทำข้อตกลงกับกรมสรรพสามิต “ก่อนเริ่มทำการผลิต” รถยนต์แบบไฮบริด (HV) หรือรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (EV) ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563

5.3. “ตั้งแต่ปีที่ 4” นับแต่วันที่ลงนามในข้อตกลงกับกรมสรรพสามิตจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รถยนต์แบบไฮบริด (HV) หรือรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (EV) ทุกคันที่ผลิต “ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตหรือประกอบจากผู้ที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เท่านั้น” ไม่ว่าจะเป็น ลิเธียมไอออน, นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ หรือแบตเตอรี่ประเภทอื่นที่ให้พลังงานจําเพาะโดยน้ำหนัก (Wh/kg) ที่สูงกว่าประเภทลิเธียมไอออน หรือนิกเกิลเมทัลไฮไดรด์

 

6.การลดอัตราภาษีสรรพสามิตตามข้อ 3 และข้อ 4 ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 

7.ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

แน่นอนว่าการปรับลดภาษีสรรพสามิตให้กับรถยนต์ไฮบริด (HV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทย ย่อมส่งผลให้รถกลุ่มดังกล่าวนั้นมีราคาจำหน่ายที่ถูกลง แต่ประเด็นคือส่วนต่างที่ลดลงนั้นเพียงพอที่จะ “จูงใจ” ให้คนส่วนใหญ่ (ที่สนใจอยู่แล้วนั้น) ตัดสินใจซื้อหามาใช้ได้หรือไม่ เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะรถไฟฟ้าล้วน (EV) เช่น แบตเตอรี่ ส่งผลไปถึงความกังวลในเรื่องของการบำรุงรักษาหลังจากหมดเงื่อนไขการรับประกัน (ราคานั้นลองสอบถามผู้ผลิตรถยนต์ได้โดยตรง เพราะมักจะไม่บอกออกมาชัด ๆ เหมือนความแรงและความประหยัดที่ทำได้ว่าแพงขนาดไหนนอกจากบนใบเสร็จซึ่งชัดเจนและกระแทกตามากเป็นพิเศษ)

 

อย่างไรก็ตามตราบใดที่ราคาของเทคโนโลยียังอยู่ในระดับสูง การปรับลดภาษีสรรพสามิตอาจไม่ช่วยให้คนส่วนใหญ่ (ที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง) สามารถตัดสินใจหันมาใช้รถยนต์ไฮบริด (HV) หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้มากนัก แม้จะอยากใช้มากแค่ไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยหากมองแบบโลกสวยก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทยของเรา

 

ขอบคุณข่าวโดย car.kapook.com

 

https://car.kapook.com/view173909.html